bih.button.backtotop.text

อย่าละเลย! สัญญาณบ่งบอกความเสี่ยงข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อม

อย่าละเลย! สัญญาณบ่งบอกความเสี่ยงข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อม

 ข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากการสึกหรอหรือการเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ร่วมกับมีภาวะอักเสบภายในข้อ และกระดูกรอบๆข้อ เป็นปัญหาที่พบได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้เคลื่อนไหวข้อเข่าและข้อสะโพกลำบาก ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง
การสังเกตอาการของตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะช่วยบรรเทาอาการและชะลอความเสื่อมได้
 

อาการแรกเริ่มของข้อเข่าเสื่อมมีอะไรบ้าง

  • ปวดเข่าเรื้อรัง อาการปวดบริเวณรอบๆ หรือในข้อเข่า อาจเริ่มจากการปวดเมื่อยเล็กน้อยหลังการเดินหรือขึ้นบันได รวมถึงรู้สึกปวดหรือข้อติดขัดในตอนเช้าหลังตื่นนอนหรือหลังจากการนั่งนานๆ และค่อยๆ เกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
  • อาการบวมในข้อเข่า จากการอักเสบในข้อเข่า ทำให้มีน้ำเลี้ยงเข่าที่คุณภาพไม่ดี มีอาการบวมร้อนบริเวณเข่าเป็นครั้งคราว
  • ข้อเข่าฝืด เป็นอาการเริ่มแรกที่พบบ่อย โดยเฉพาะในตอนเช้าหรือหลังจากนั่งนานๆ
  • ข้อเข่าไม่มั่นคง อาจรู้สึกข้อเข่าไม่มั่นคงขณะเคลื่อนไหว ทำให้เดินหรือลงน้ำหนักเข่าข้างที่เสื่อมลำบาก บางรายอาจมีข้อเข่าผิดรูป ทำให้การเดินเสียสมดุล
  • ข้อเข่าติด งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุด ไม่สามารถเหยียดหรืองอเข่าได้สุดขณะเดิน ขึ้นบันไดหรือลุกจากเก้าอี้
  • มีเสียงดังแปลกๆ ในข้อเข่า มีเสียงกรอบแกรบในข้อเข่าขณะเคลื่อนไหวเข่า
 

อาการแรกเริ่มของข้อสะโพกเสื่อมมีอะไรบ้าง

  • ปวดสะโพก เดินลงน้ำหนักลำบาก อาการปวดบริเวณสะโพก ขาหนีบ ต้นขาหรือปวดร้าวลงไปที่ต้นขาจนถึงหัวเข่า โดยเฉพาะเวลาเดิน ขึ้นลงบันไดหรือนั่งนานๆ
  • มีเสียงดังในข้อสะโพก มีเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหวข้อสะโพก
  • ข้อสะโพกฝืด ทำให้เดินหรือก้มตัวลำบาก
 

รักษาได้อย่างไร

การรักษาโรคข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อมทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ
  • การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เป็นการรักษาในผู้ป่วยที่มีอาการข้อเสื่อมไม่รุนแรง เช่น การใช้ยากิน การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อส่วนที่ปกป้องผิวข้อ การทำกายภาพบำบัด การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ การฉีดน้ำไขข้อเทียม และการฉีดพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้นหรือการฉีดสเต็มเซลล์
  • การรักษาโดยการผ่าตัด ในกรณีที่ข้อเสื่อมรุนแรงและรักษาด้วยวิธีการอื่นแล้วไม่ได้ผล การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมทั้งแบบเปลี่ยนข้อทั้งหมดหรือบางส่วน เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
 

จะลดความเสี่ยงหรือชะลอข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อมได้อย่างไร

  • ควบคุมน้ำหนัก น้ำหนักที่เกินจะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อต่อ โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อสะโพก นอกจากนี้เนื้อเยื่อไขมันยังผลิตโปรตีน cytokines ที่ส่งผลเสียและเพิ่มภาวะอักเสบในข้อต่อ
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะเร่งการก่อตัวของโมเลกุลบางชนิดที่ทำให้กระดูกอ่อนแข็งขึ้น นอกจากนี้โรคเบาหวานยังกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายซึ่งนำไปสู่การสูญเสียกระดูกอ่อนได้
  • ป้องกันไม่ให้ข้อต่อบาดเจ็บ หากได้รับการบาดเจ็บที่ข้อต่อ ให้พบแพทย์และเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมเพื่อป้องกันความเสียหายของข้อต่อเพิ่มเติม
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นปานกลางเพียง 30 นาที ห้าครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่รองรับสะโพกและเข่า การออกกำลังกายยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและปอด ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมน้ำหนัก
  • การใช้วิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ ตั้งแต่การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ การออกกำลังกาย การนอนหลับอย่างเพียงพอ การจัดการความเครียด และงดการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์
ศูนย์ข้อเสื่อมและข้อเทียม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้บริการโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการวินิจฉัยและรักษาโรคข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อม ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงระยะรุนแรงและซับซ้อน ทีมแพทย์ของเราทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย
 
เรียบเรียงโดย ศูนย์ข้อเสื่อมและข้อเทียม (3A: Advanced Arthritis & Arthroplasty Center)


 
รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
แก้ไขล่าสุด: 27 กุมภาพันธ์ 2568

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

Related Health Blogs