bih.button.backtotop.text

วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

โรคโควิด-19 เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสซาร์สโควี-2 (SARS-CoV-2) ซึ่งติดต่อจากการสัมผัสกับละอองฝอยของน้ำลาย เสมหะ น้ำมูกของผู้ติดเชื้อ ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงเริ่มมีอาการป่วยประมาณ 2-14 วัน อาการของโรคมีได้ตั้งแต่ไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไอ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส และอาจรุนแรงจนปอดอักเสบและอาจเสียชีวิตได้
 
 

วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีหลากหลายชนิดขึ้นกับเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีน วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่เป็นชนิดเชื้อตายและเวกเตอร์ไวรัส มีดังนี้
  • วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19: CoronavacTM (Sinovac), COVILOTM(Sinopharm) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย เกิดจากการนำอนุภาคเชื้อไวรัสที่ตายแล้ว (inactivated vaccine) มาฉีดกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อต้านเชื้อซาร์สโควี-2
  • วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19: COVID-19 Vaccine AstraZenecaTM, COVISHIEDTM ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีเวกเตอร์ไวรัส (viral vector) ตัดต่อสารพันธุกรรมบางส่วนของเชื้อโควิด-19 ให้กับเชื้อไวรัสชิมแปนซีอะดีโนและผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้ไม่สามารถแบ่งตัวและก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ แต่สามารถสร้างโปรตีนเหมือนของเชื้อซาร์สโควี-2 ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อต้านเชื้อซาร์สโควี-2
  • วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19: COVID-19 Vaccine JanssenTM (Johnson & Johnson) ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีเวกเตอร์ไวรัส (viral vector) ตัดต่อสารพันธุกรรมบางส่วนของเชื้อโควิด-19 ให้กับไวรัสอะดีโนสายพันธุ์ 26 เป็นพาหะเข้าสู่เซลล์ร่างกาย แต่ไวรัสที่อยู่ในวัคซีนผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้ไม่สามารถแบ่งตัวตามปกติ ทำให้ไม่สามารถแบ่งตัวและก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ แต่สามารถสร้างโปรตีนเหมือนของเชื้อซาร์สโควี-2 ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อต้านเชื้อซาร์สโควี-2



ข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีนเป็นอย่างไร

วัคซีน

ข้อมูลผลการศึกษาด้านประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันโรคโควิด-19

CoronavacTM  (Sinovac)

·  ประสิทธิภาพโดยรวมร้อยละ 51-67 ในการป้องกันโรคแบบมีอาการ

·  ประสิทธิภาพร้อยละ 85-100 ในการป้องกันโรคที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล

·  ประสิทธิภาพร้อยละ 80-100 ในการป้องกันการเสียชีวิต

** ประสิทธิภาพของวัคซีนอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศที่ทำการศึกษา

COVILOTM (Sinopharm)

·  ประสิทธิภาพโดยรวมร้อยละ 78 ในการป้องกันโรคแบบมีอาการ

·  ประสิทธิภาพร้อยละ 79 ในการป้องกันโรคที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล

COVID-19 Vaccine AstraZenecaTM, COVISHIELDTM

·  ประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันโรคแบบมีอาการได้ร้อยละ 70

·  ประสิทธิภาพร้อยละ 100 ในการป้องกันโรคที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล

COVID-19 Vaccine Janssen TM

(Johnson & Johnson)

·  ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการปานกลางถึงรุนแรงหลังได้รับวัคซีน 67%

·  ประสิทธิภาพร้อยละ 100 ในการป้องกันโรคที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต

·  ประสิทธิภาพร้อยละ 85 ในการป้องกันโรคที่มีอาการรุนแรงหรือวิกฤติ

 


ใครควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

บุคคลทั่วไป โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค และผู้ที่มีโอกาสเป็นโรครุนแรง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน โรคปอด โรคหัวใจ เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง เป็นต้น 
วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แต่ละชนิดมีข้อบ่งใช้ในกลุ่มบุคคลที่แตกต่างกันดังนี้ 

 

CoronavacTM (Sinovac)

มีข้อบ่งใช้ในการป้องกันโรคโควิด-19 ในบุคคลอายุระหว่าง 18-59 ปี

COVILOTM (Sinopharm)

COVID-19 Vaccine AstraZeneca TM, COVISHIELD TM

COVID-19 Vaccine JanssenTM (Johnson & Johnson)

มีข้อบ่งใช้ในการป้องกันโรคโควิด-19 ในบุคคลอายุ 18 ปีขึ้นไป



เด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่แน่ชัดการใช้วัคซีนดังกล่าวในกลุ่มนี้    
หญิงให้นมบุตร หญิงตั้งครรภ์ ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่แน่ชัดในกลุ่มนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หญิงให้นมบุตรและหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ และควรได้รับคําปรึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนโดยละเอียดก่อนการตัดสินใจ
 

วัคซีนมีวิธีการฉีดอย่างไร

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน ตามกำหนดการฉีดดังตาราง

 

วัคซีน

ขนาดวัคซีนและวิธีการใช้วัคซีน

ขนาดต่อครั้ง

จำนวนเข็มที่แนะนำ

ระยะห่างระหว่างเข็ม 1 กับเข็ม 2

CoronavacTM  (Sinovac)

0.5 มิลลิลิตร

2 เข็ม

2-4 สัปดาห์

COVILOTM (Sinopharm)

0.5 มิลลิลิตร

2 เข็ม

3-4 สัปดาห์

COVID-19 Vaccine AstraZenecaTM, COVISHIELDTM

0.5 มิลลิลิตร

2 เข็ม

10-12 สัปดาห์ (ปัจจุบันมีข้อมูลว่าอาจพิจารณาให้ห่างกัน 16 สัปดาห์ได้)

COVID-19 Vaccine Janssen TM (Johnson & Johnson)

0.5 มิลลิลิตร

1 เข็ม

(ฉีดเพียงเข็มเดียว)

-



กรณีที่รับวัคซีนเข็มที่สองควรเป็นวัคซีนชนิดเดียวกับเข็มแรก เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการศึกษารองรับกรณีการฉีดสลับยี่ห้อ จึงยังคงแนะนำให้ฉีดยี่ห้อเดียวกันไปก่อนจนกว่าจะมีการศึกษาวิจัยออกมาเพิ่มเติม ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าวัคซีนจะมีประสิทธิภาพยาวนานเท่าใดและต้องฉีดกระตุ้นภูมิเมื่อใด
 

ควรทำอย่างไรหากไม่สามารถมาฉีดวัคซีนตามกำหนดนัด

กรณีที่ไม่สามารถมารับวัคซีนได้ตามกำหนดนัด ให้ปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาลในการมารับวัคซีนที่ไม่ตรงตามนัด
 

ผู้ที่ไม่ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

  • ผู้ที่มีปฏิกิริยาการแพ้อย่างรุนแรงต่อวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 หรือส่วนประกอบอื่นๆ ของวัคซีน
  • ผู้ที่มีไข้หรือเจ็บป่วยควรเลื่อนการรับวัคซีนไปก่อน กรณีเป็นหวัดเล็กน้อยไม่มีไข้สามารถรับวัคซีนได้
 

ผู้ที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยากลุ่ม
    สเตียรอยด์ขนาดสูงหรือยาเคมีบำบัด เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลในผู้ป่วยกลุ่มนี้และอาจตอบสนองไม่ดีต่อวัคซีน จึงต้องประเมินเปรียบเทียบประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดการติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด
  • ผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ผู้ที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการฉีดวัคซีนเนื่องจากเป็นการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ อาจมีเลือดออกหรือจ้ำเลือดเกิดขึ้นหลังฉีดได้
 

อาการไม่พึงประสงค์จากการรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีอะไรบ้าง

โดยทั่วไปอาจมีอาการปวด บวม คัน แดงบริเวณที่ฉีด อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหัว หรือมีไข้ ส่วนมากอาการไม่รุนแรงและหายไปได้เองใน 1-3 วัน ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลอาการไม่พึงประสงค์ในระยะยาวเนื่องจากเป็นวัคซีนใหม่
 

ข้อมูลเพิ่มเติมด้านอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะวัคซีน

  • วัคซีน CoronavacTM (Sinovac) มีรายงานความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์ที่พบส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อยู่ในระดับรุนแรงน้อยหรือรุนแรงปานกลาง โดยพบรายงานการเกิดไข้ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Sinovac (CoronavacTM) เข็มแรก 2.5% และ 1.8% หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2
  • วัคซีน COVILOTM (Sinopharm) พบอาการไม่พึงประสงค์ แบ่งตามความถี่ที่พบดังตาราง
 

ความถี่

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบ

พบบ่อยมาก (>1/10) มากกว่า 1 ใน 10 ราย

ปวดบริเวณที่ฉีดยา ปวดศีรษะ

พบบ่อย (>1/100, <1/10)

มากกว่า 1 ใน 100 ถึงน้อยกว่า 1 ใน 10 ราย

มีไข้ อ่อนล้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ไอ หายใจลำบาก

คลื่นไส้ ท้องเสีย คันอย่างรุนแรง

พบไม่บ่อย (>1/1000, <1/100)

มากกว่า 1 ใน 1000 ถึงน้อยกว่า 1 ใน 100 ราย

บริเวณที่ฉีดยา: รอยแดง บวม แข็ง และคัน เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดที่คอหอยและช่องปาก กลืนลำบาก น้ำมูกไหล ท้องผูก ภาวะภูมิไวเกิน

พบได้น้อย (>1/10000, 1/1000)

มากกว่า 1 ใน 10,000 ถึงน้อยกว่า 1 ใน 1,000 ราย

อาการหนังร้อนแดงเนื่องจากเลือดคลั่ง (erythema)

แพ้เฉียบพลัน เซื่องซึม นอนหลับยาก ความรู้สึกที่ไวต่อการสัมผัสน้อยลง ปวดตามแขนขา ใจสั่น ปวดท้อง ต่อมน้ำเหลืองโต

พบได้น้อยมาก (≤1/10000 )

น้อยกว่า 1 ใน 10,000 ราย

หนาวสั่น การรับรสผิดปกติ สูญเสียการรับรส สั่นกระตุก สมาธิสั้น เลือด

กำเดาไหล หอบหืด ระคายเคืองในลำคอ มองภาพไม่ชัด

ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ

 
  • วัคซีน COVID-19 Vaccine AstraZenecaTM, COVISHIELDTM พบอาการไม่พึงประสงค์ แบ่งตามความถี่ที่พบดังตาราง
 

ความถี่

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบ

พบบ่อยมาก (>1/10)

มากกว่า 1 ใน 10 ราย

บริเวณที่ฉีดยา: แข็งกดเจ็บ ปวด แดง คัน บวม ฟกช้ำ

ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย อ่อนล้า มีไข้ หนาวสั่น

พบบ่อย (>1/100, <1/10)

มากกว่า 1 ใน 100 ถึงน้อยกว่า 1 ใน 10 ราย

รอยบวมแข็งบริเวณที่ฉีด

อาเจียน มีอาการไม่สบายคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่

พบไม่บ่อย (>1/1000, <1/100)

มากกว่า 1 ใน 1000 ถึงน้อยกว่า 1 ใน 100 ราย

เวียนศีรษะ ปวดท้อง คัน ผื่น มีเหงื่อออกผิดปกติ

ความอยากอาหารลดลง ต่อมน้ำเหลืองโต

 
  • วัคซีน COVID-19 Vaccine JanssenTM (Johnson & Johnson) พบอาการไม่พึงประสงค์ แบ่งตามความถี่ที่พบดังตาราง
 

ความถี่

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบ

พบบ่อยมาก (>1/10)

มากกว่า 1 ใน 10 ราย

บริเวณที่ฉีดยา: ปวด

ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สบาย

พบบ่อย (>1/100, <1/10)

มากกว่า 1 ใน 100 ถึงน้อยกว่า 1 ใน 10 ราย

บริเวณที่ฉีดยา: บวม แดง

ไอ มีไข้ หนาวสั่น ปวดตามข้อ

พบไม่บ่อย (>1/1000, <1/100)

มากกว่า 1 ใน 1000 ถึงน้อยกว่า 1 ใน 100 ราย

ผื่น จาม เจ็บคอ ปวดเมื่อยแขน ขา ปวดหลัง สั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง

รู้สึกไม่สบาย เหงื่อออกมาก

พบได้น้อย (>1/10000, 1/1000)

มากกว่า 1 ใน 10,000 ถึงน้อยกว่า 1 ใน 1,000 ราย

อาการแพ้ผื่นคัน ผื่นลมพิษ

พบได้น้อยมาก (≤1/10000 )

น้อยกว่า 1 ใน 10,000 ราย

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (เช่น สมอง ตับ กระเพาะอาหาร ม้าม) ร่วมกับมี
เกล็ดเลือดต่ำ

ไม่ทราบความถี่

อาการแพ้แบบรุนแรง อาการแพ้แบบ Anaphylaxis

 

ทำอย่างไรหากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงหลังจากรับวัคซีน

หากฉีดวัคซีนแล้วมีปฏิกิริยาแพ้รุนแรง เช่น มีผื่นทั้งตัว หน้าบวม คอบวม หายใจลำบาก ใจสั่น วิงเวียนหรืออ่อนแรง หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรง ควรรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
 
 

อันตรกิริยาระหว่างวัคซีนป้องกันโควิด-19 กับยาอื่นที่ให้ร่วมกัน

เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 เป็นวัคซีนที่ผลิตออกมาไม่นานและยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการให้วัคซีนนี้ควบคู่กับวัคซีนอื่น จึงแนะนำให้เลี่ยงการรับวัคซีนโควิด-19 ร่วมกับวัคซีนชนิดอื่นเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนโควิดและวัคซีนที่ต้องการใช้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปฏิกิริยาจากการฉีดวัคซีนพร้อมกันและการรบกวนการสร้างภูมิคุ้มกัน การพิจารณาจึงควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์
 
 

ข้อควรปฏิบัติอื่นๆ

  • ควรสังเกตอาการที่สถานพยาบาลหลังได้วัคซีนอย่างน้อย 30 นาที และควรสังเกตอาการต่อที่บ้าน
  • หากมีอาการข้างเคียงควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือบุคลากรทางการแพทย์ทราบก่อนการรับวัคซีนครั้งต่อไป
  • วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด แต่ป้องกันโรครุนแรงได้เกือบทั้งหมด ดังนั้นผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วอาจติดเชื้อแบบไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมากได้ จึงยังจำเป็นต้องรักษามาตรการในการป้องกันเชื้อในชุมชน ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างทางกายภาพ และล้างมือบ่อยๆ ต่อไป
  • ควรรับวัคซีนตามกำหนดและเก็บบันทึกการรับวัคซีนไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
  • หากมีข้อสงสัยใดเกี่ยวกับวัคซีนควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การดูแลท่าน
 

เอกสารอ้างอิง  

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19

 
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19

Q: วัคซีนโควิด-19 (COVID-19 vaccine) คืออะไร
A: วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในขณะนี้มีด้วยกัน 4 ชนิดหลักๆ แบ่งตามเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีน คือ
  1. mRNA vaccines เป็นการผลิตโดยใช้สารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกาย จะทำให้ร่างกายสร้างโปรตีนที่สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสขึ้นมา
  2. Viral vector vaccines เป็นการฝากสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เข้าไปในสารพันธุกรรมของไวรัสชนิดอื่นที่อยู่ในสภาพที่ไม่ก่อให้เกิดโรค เพื่อพาเข้ามาในร่างกาย ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสขึ้นมา
  3. Protein-based vaccines จะใช้โปรตีนบางส่วนของเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เช่น โปรตีนส่วนหนาม (spike protein) ฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส
  4. Inactivated vaccines ผลิตโดยการใช้ไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) ที่ถูกทำให้ตายแล้ว เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส
 
Q: วัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยมีอะไรบ้าง
A: ในปัจจุบันวัคซีนโควิด-19 ที่มีให้บริการในประเทศไทย มี 2 ชนิด คือ (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2564)
  1. วัคซีนป้องกันโควิด-19 แอสตร้าเซนเนกา (COVID-19 Vaccine AstraZeneca) ให้ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยต้องได้รับวัคซีนทั้งหมด 2 ครั้ง ห่างกัน 10-12 สัปดาห์
  2. วัคซีนโคโรนาแวคหรือซิโนแวค (CoronaVac หรือ Sinovac COVID-19 vaccine) เป็นวัคซีนเชื้อตาย ซึ่งขณะนี้กำหนดให้ในผู้ที่มีอายุ 18-59 ปี โดยต้องได้รับวัคซีนทั้งหมด 2 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์
 
การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในบุคคลกลุ่มต่างๆ

Q: บุคคลกลุ่มใดบ้างที่ควรได้รับวัคซีนโควิด-19
A: เป้าหมายของการให้วัคซีนคือ เพื่อลดการป่วยรุนแรง การเสียชีวิตจากโรคและการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับประชากร จึงแนะนำให้บุคคลต่อไปนี้รับการฉีดทันทีที่ทำได้
  1. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสสัมผัสโรคสูง
  2. บุคคลที่มีโรคประจำตัวซึ่งอยู่ในภาวะคงที่ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรคติดเชื้อเอชไอวี โรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ/โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคสะเก็ดเงิน โรคภูมิแพ้ ภาวะสมองเสื่อม อัมพาต โรคไตเรื้อรัง ผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง โรคหืด/ปอดอุดกั้นเรื้อรัง สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้ เนื่องจากผู้ที่มีโรคประจำตัวดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงถึงชีวิตหากติดเชื้อโควิด-19
  3. ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีข้อห้ามฉีดวัคซีนโควิด-19
 
Q: ข้อห้ามฉีดวัคซีนโควิด-19 มีอะไรบ้าง
A: ข้อห้ามของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้แก่
  1. อายุต่ำกว่า 18 ปี (วัคซีนที่มีในประเทศไทยขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลรองรับในเด็ก)
  2. แพ้ส่วนประกอบในวัคซีน หรือมีประวัติแพ้รุนแรงจากการฉีดครั้งแรก
  3. ติดเชื้อโควิด-19 ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
  4. มีโรคประจำตัวที่อาการยังไม่คงที่ ไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้
  5. ตั้งครรภ์ โดยมีอายุครรภ์น้อยกว่า 12 สัปดาห์
  6. มีไข้หรือเจ็บป่วย ควรรักษาให้หายป่วยก่อน 1-2 สัปดาห์
  7. ได้รับวัคซีนใดๆ มาก่อนในช่วง 2-4 สัปดาห์
 
Q: ผู้ป่วยที่มีปัญหาเลือดออกง่าย เกล็ดเลือดต่ำหรือเกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ รับประทานยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด สามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้หรือไม่
A: ได้ แนะนำให้รับการฉีดวัคซีนโดยใช้เข็มฉีดยาขนาดเล็ก (25 หรือ 27) ที่กล้ามเนื้อต้นแขน หลังฉีดวัคซีนให้กดนานประมาณ 5 นาทีด้วยตนเอง จากนั้นอาจใช้น้ำแข็งหรือเจลประคบเย็นช่วยประคบหลังฉีดวัคซีนได้ (อ้างอิงจากสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย วันที่ 18 พฤษภาคม 2564)
 
Q: เด็กสามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้หรือไม่
A: ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการให้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในเด็ก แต่จากคำแนะนำในการฉีดวัคซีนของแต่ละบริษัทผู้ผลิตแนะนำให้ฉีดตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ยกเว้นวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ที่แนะนำให้ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป
 
Q: หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หญิงมีประจำเดือนสามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้หรือไม่
A: ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการให้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในหญิงตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามกรมอนามัยแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้ โดยควรฉีดช่วงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาระหว่างความรุนแรงที่เกิดหากติดเชื้อโควิด-19 กับอาการข้างเคียงของวัคซีนที่อาจเกิดขึ้น ส่วนหญิงให้นมบุตรและหญิงมีประจำเดือนสามารถรับการฉีดวัคซีนได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป
 
Q: ผู้ที่กำลังรอผลตรวจโควิด-19 อยู่ สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้เลยหรือไม่ หรือต้องรอให้ทราบผลการตรวจก่อน
A: รอให้ทราบผลการตรวจเชื้อโควิด-19 ก่อน หากผลพบว่าไม่ติดเชื้อสามารถฉีดวัคซีนได้เลย แต่ถ้าอยู่ระหว่างการติดเชื้อให้เว้นระยะห่างอย่างน้อย 3-6 เดือนหลังจากหายดีก่อน จึงค่อยฉีดวัคซีน
 
Q: ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคโควิด-19 มาก่อน ยังจำเป็นต้องได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือไม่
A: ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคโควิด-19 มาก่อน แม้จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ในร่างกาย แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่จะป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งต่อไปและยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ ดังนั้นจึงควรได้รับวัคซีนโควิด-19 แม้ว่าจะเคยเป็นโรคโควิด-19 มาก่อน โดยกรมควบคุมโรคแนะนำให้เว้นระยะห่างจากการติดเชื้อไปอย่างน้อย 3-6 เดือน ไม่จำเป็นต้องตรวจการติดเชื้อก่อนฉีดวัคซีน เพราะแม้จะเคยเป็นมาก่อน ก็ไม่ทำให้มีอันตรายจากการฉีดวัคซีน โดยอาจพิจารณาให้ฉีดเพียง 1 เข็ม
 
 
ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19

Q: ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 ภายในระยะเวลากี่วันหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว
A: วัคซีนจะมีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิต้านทานสูงสุดในร่างกายหลังจากที่มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เป็นเวลาเฉลี่ย 14-28 วัน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับวัคซีนให้ครบเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

Q: ระยะเวลาในการป้องกันและการฉีดกระตุ้นเป็นอย่างไร
A: ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลด้านระยะเวลาของการป้องกันโรคหลังการฉีดวัคซีนว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้นานเพียงใด เบื้องต้นพบว่าสามารถป้องกันโรคได้นานประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ส่วนข้อมูลในการฉีดกระตุ้นจำเป็นต้องติดตามคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญต่อไปในอนาคต
 
Q: เมื่อฉีดวัคซีนแล้วจะทำให้เมื่อเป็นโรคมีอาการรุนแรงน้อยลงหรือไม่
A: วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด แต่ป้องกันโรครุนแรงได้เกือบทั้งหมด ดังนั้นผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วอาจติดเชื้อแบบไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมากได้ จึงยังจำเป็นต้องรักษามาตรการในการป้องกันเชื้อในชุมชน ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างทางกายภาพ และล้างมือบ่อยๆ ต่อไป
 
Q: หลังฉีดวัคซีนแล้วสามารถติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ไหม
A: วัคซีนไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด แม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อทั้งที่มีหรือไม่มีอาการได้ แต่วัคซีนจะป้องกันการติดเชื้อแบบรุนแรงได้ดี ดังนั้นผู้รับวัคซีนยังคงต้องปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันต่างๆ ที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ การรักษาระยะห่างทางสังคม และการกักตัวอย่างเคร่งครัดหากมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยโรคโควิด-19 และควรมาพบแพทย์เพิ่มเติมเพื่อตรวจวินิจฉัย หรือทำการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
 
Q: วัคซีนสามารถป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้หรือไม่
A: วัคซีนที่ผลิตในปัจจุบันพัฒนามาจากไวรัสที่ระบาดในช่วงแรก จึงอาจทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ลดลง อย่างไรก็ดีผลกระทบของไวรัสกลายพันธุ์ต่อประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละชนิดจำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไป อาจเป็นไปได้ว่าต้องมีการฉีดวัคซีนต่อไวรัสที่กลายพันธุ์ซ้ำในอนาคต
 
Q: วัคซีนโควิด-19 มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
A: จากการศึกษาวิจัยวัคซีนโควิด-19 แต่ละชนิด มักพบเป็นปฏิกิริยาเฉพาะที่ เช่น อาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีดวัคซีน อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ และคลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น ส่วนใหญ่อาการมักไม่รุนแรงและหายได้เองหลังฉีดยาประมาณ 1-2 วัน แต่การฉีดวัคซีนเหล่านี้ก็ยังสามารถทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงได้ในอัตราที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องสังเกตอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาทีในสถานพยาบาลเสมอ หากผู้รับวัคซีนเกิดอาการไม่พึงประสงค์หรือไม่มั่นใจว่าอาการดังกล่าวเกิดจากวัคซีนหรือไม่ แนะนำให้ผู้รับวัคซีนปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลอาการไม่พึงประสงค์ระยะยาวเนื่องจากเป็นวัคซีนใหม่
 
แนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 และการฉีดวัคซีนโควิด-19 ร่วมกับวัคซีนอื่นๆ

Q: สามารถฉีดวัคซีนอื่น เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนพิษสุนัขบ้า วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก วัคซีนรวมหัด-หัดเยอรมัน วัคซีน HPV พร้อมกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในคราวเดียวกันได้หรือไม่ หากไม่สามารถให้พร้อมกันได้ ควรเว้นระยะห่างนานเท่าไหร่
A: เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 เป็นวัคซีนที่ผลิตออกมาไม่นาน ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ร่วมกับวัคซีนอื่นๆ จึงแนะนำให้เลี่ยงการรับวัคซีนโควิด-19 และวัคซีนชนิดอื่นเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนโควิด-19 และวัคซีนที่ต้องการใช้ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปฏิกิริยาจากการฉีดวัคซีนพร้อมกันและการรบกวนการสร้างภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ดีวัคซีนที่มีความจำเป็น เช่น เมื่อถูกสัตว์กัดให้ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องทิ้งช่วงเวลาเนื่องจากความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้ามีความสำคัญกว่า

Q: หากฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว แต่มาทราบภายหลังว่าเพิ่งได้รับวัคซีนอื่นไปก่อนหน้านี้ภายในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ต้องทำอย่างไร
A: สามารถนับการได้วัคซีนโควิด-19 ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกได้ และให้วัคซีนโควิด-19 ครั้งถัดไปตามระยะเวลาที่เหมาะสมตามชนิดของวัคซีนที่ฉีด
 
Q: วัคซีนโควิด 19 ต่างชนิด/ยี่ห้อ สามารถฉีดสลับกัน (Interchangeable) ได้หรือไม่
A: ขณะนี้ยังไม่มีการศึกษารองรับกรณีการฉีดสลับยี่ห้อ จึงยังแนะนำให้ฉีดยี่ห้อเดียวกันไปก่อนจนกว่าจะมีการศึกษาวิจัยออกมาเพิ่มเติม ยกเว้นในกรณีที่มีอาการแพ้วัคซีนรุนแรงในเข็มแรก เข็มที่สองจึงไม่ฉีดยี่ห้อเดิมที่แพ้รุนแรง ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การวินิจฉัยอาการจากแพทย์และเภสัชกรแล้วว่าแพ้วัคซีนรุนแรง
 
Q: ได้รับวัคซีนไปแล้ว หากในอนาคตมีวัคซีนอื่นๆ เช่น Pfizer-BioNTech, Moderna สามารถฉีดต่อได้ไหม
A: แนะนำให้ฉีดวัคซีนที่มีตอนนี้ให้ครบก่อน หากอนาคตมีวัคซีนทางเลือกอื่นๆ อาจพิจารณากระตุ้นซ้ำภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ส่วนเรื่องระยะห่างปัจจุบันยังไม่มีการศึกษา ให้รอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง
 

คำแนะนำการปฏิบัติตัวก่อนและหลังเข้ารับวัคซีนโควิด-19

Q: ก่อนเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ควรเตรียมตัวอย่างไร
A: การเตรียมตัวก่อนเข้ารับวัคซีนโควิด-19 มีดังนี้
  1. พักผ่อนให้เพียงพอในคืนวันก่อนฉีดวัคซีน
  2. รับประทานอาหารได้ตามปกติ แนะนำงดชา กาแฟ บุหรี่ก่อนฉีดวัคซีนไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง และดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
  3. หากมีไข้หรือเจ็บป่วยควรเลื่อนการรับวัคซีนไปก่อน กรณีเป็นหวัดเล็กน้อยและไม่มีไข้สามารถรับวัคซีนได้
  4. เตรียมบัตรประชาชนและหน้าจอแสดงนัดหมายจากหมอพร้อม/SMS จากโรงพยาบาล เพื่อนำมาแสดง ณ จุดลงทะเบียนในวันเวลาที่กำหนด
 
Q: หลังได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้วควรปฏิบัติตนอย่างไร
A: การปฏิบัติตนหลังได้รับวัคซีนโควิด-19 ได้แก่
  1. หลังฉีดแล้วรอสังเกตอาการ 30 นาทีที่โรงพยาบาล
  2. ดื่มน้ำมากๆ
  3. ถ้ามีไข้หรือปวดเมื่อยมาก สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด โดยรับประทานซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมงหากยังมีอาการ
  4. ใน 2 วันหลังการฉีด งดออกกำลังกายหนักหรือใช้แขนข้างที่ฉีดยกของหนัก และพักผ่อนให้เพียงพอ
  5. สังเกตอาการ หากมีปฏิกิริยาแพ้รุนแรง เช่น มีผื่นทั้งตัว หน้าบวม คอบวม หายใจลำบาก ใจสั่น วิงเวียนหรืออ่อนแรง หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรง ควรรีบแจ้งแพทย์หรือมาโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
 
 
Q: หากได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้วยังต้องสวมหน้ากากและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันหรือไม่
A: เนื่องจากวัคซีนไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด แม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อทั้งที่มีหรือไม่มีอาการได้ แต่วัคซีนจะป้องกันการติดเชื้อแบบรุนแรงได้ดี ดังนั้นผู้รับวัคซีนยังคงต้องปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันต่างๆ ที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ การรักษาระยะห่างทางสังคม และการกักตัวอย่างเคร่งครัดหากมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยโรคโควิด-19 และควรมาพบแพทย์เพิ่มเติมเพื่อตรวจวินิจฉัยหรือทำการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

Q: ได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้วสามารถบริจาคเลือดได้หรือไม่
A: สภากาชาดไทยแนะนำให้เว้นระยะ 1 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนแล้วจึงบริจาคเลือด แต่หากมีอาการข้างเคียงหลังได้รับวัคซีนควรเว้นระยะ 1-2 สัปดาห์หลังจากหายดีแล้วจึงบริจาคเลือด (ข้อมูลวันที่ 21 พฤษภาคม 2564)
 
 
 

รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

แก้ไขล่าสุด: 25 มีนาคม 2568

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

Related Health Blogs